Home / Youinspire / 8 สิ่งที่คุณควร “พิจารณา” ก่อนจะชวนใครมา “ทำธุรกิจ” ด้วยกัน

Back

8 สิ่งที่คุณควร “พิจารณา” ก่อนจะชวนใครมา “ทำธุรกิจ” ด้วยกัน

2 months ago

Pamela Wasley ซีอีโอและนักธุรกิจหญิงผู้มีประสบการณ์ในการขายบริษัทของเธอถึง 2 บริษัท ได้เล่าถึงเรื่องราวของเธอในการเจอ “พาร์ทเนอร์” ที่มีทั้ง “ดี” และ “แย่”

มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอได้เริ่มต้นทำธุรกิจที่ดีมาก ๆ กับคน ๆ หนึ่ง เขาเป็นคนที่มีข้อมูลในตลาดมากมายแถมรู้จักคนหลากหลายด้วย มันดีถึงขนาดที่ว่าพวกเขาสามารถเดินเข้าไปเสนอบริการนี้ที่ไหนก็มีแต่คนตอบตกลงซื้อ.. ซึ่งมันก็ดีอยู่พักหนึ่ง.. แล้วจู่ ๆ เขาก็เริ่มเปลี่ยนไปจนเริ่มไม่สนุกที่จะทำงานด้วยกันอีกแล้ว

เกิดอะไรขึ้น ?

ปัญหาก็คือ เธอไม่รู้จักเขาดีพอ

แทนที่จะใช้เวลาในการที่จะรู้จักเขา เธอกลับคิดอยู่แค่ว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจขยายใหญ่และได้กำไรอย่างรวดเร็วกว่านี้ โดยใช้ประโยชน์จากความรู้ในสายงานของเขาผสมกับความรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์ของเธอ ทั้งสองคนไม่เคยร่วมงานด้วยกันมาก่อน ก็เลยไม่รู้ว่าแต่ละคนมีภาวะผู้นำเป็นอย่างไร และให้คุณค่ากับเรื่องไหนบ้าง

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ร่วมงานด้วยกันมันก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าวิธีการทำงานของเขานั้นต่างจากที่เคยคุยกันไว้ทั้งหมด มันเคยดูดีมากในกระดาษแต่พอเริ่มทำงานปัญหาก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เห็นธาตุแท้ของกันและกัน

ซึ่งมันก็เหมือนกับการแต่งงานที่เริ่มต้นด้วยความรัก กลีบกุหลาบ และความฝัน.. พาร์ทเนอร์ของคุณสามารถทำให้คุณใจสลาย ทำให้คุณโกรธ เกิดการฟ้องศาล และสามารถทำให้คุณล้มละลายได้

ก่อนที่คุณจะเลือกพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจซักคน ลองคิดดูให้ดีว่าคุณต้องการจะร่วมงานกับใครด้วยจริง ๆ หรือเปล่า (ทำเองคนเดียวได้ไหม? – ผู้แปล)

ถ้าคุณคิดว่าการมีเพื่อนร่วมทางเป็นไอเดียที่ดี ขอให้แน่ใจว่าคุณได้พบเจอคนที่ “ใช่” เขาจะเป็นคนที่ร่วมแชร์คุณค่าที่คุณยึดมั่น มีเป้าหมาย เป็นผู้นำในแบบเดียวกัน และมีทักษะเหมาะสมกับคุณ

เพราะเมื่อครั้งหนึ่งถ้าได้ทำธุรกิจร่วมกันแล้ว การแยกย้ายนั้นยากกว่าตอนชวนมาร่วมงานด้วยกันหลายเท่า

นี่คือ 8 เช็กลิสต์ที่คุณควรพิจารณาเพื่อที่จะได้เจอพาร์ตเนอร์ที่ “ใช่”

1. ความเชื่อใจ

เรื่องนี้สำคัญลำดับเป็นลำดับแรกเลย คุณจะสามารถเชื่อใจคน ๆ นี้ให้เห็นบัญชีตัวเลขของคุณได้ไหม?

ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ให้ลองกลับไปคิดอีกรอบ ในฐานะพาร์ทเนอร์ธุรกิจ เงินทุกบาทที่คุณใช้จ่ายนั้นเกี่ยวเนื่องกับเงินส่วนตัวของคุณด้วย

 

2. ความเป็นเพื่อน

ถ้าคน ๆ นี้เป็นเพื่อนที่ดี ให้คุณแน่ใจว่าเป้าหมาย คุณค่า และความรับผิดชอบของเขามีมากพอเท่ากับตัวคุณ อย่าคิดไปเองคนเดียวว่าเป็นเพื่อนกันดีอยู่แล้วทำงานมันก็ต้องโอเค ให้ลองมองชีวิตส่วนตัวของเขาด้วยว่ามันมั่นคงหรือไม่? การมีปัญหาส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องยากและอาจจะทำให้มากระทบกับงานด้วย ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจ ก็อย่าเพิ่งชวนเขามาร่วมงานเลย

 

3. ทดลองงานก่อน

ลองหาคนที่คุณเคยร่วมงานด้วยในโปรเจ็คท์ต่าง ๆ เพราะคุณจะรู้ดีว่าเขาทำงานอย่างไรเมื่ออยู่ในทีม ที่สำคัญคือ สิ่งที่เขาได้โต้ตอบเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ยาก ๆ เราต้องรู้ว่าเขาจะรับมือกับเรื่องนั้นอย่างไร

ถ้าคุณไม่เคยทำงานด้วยกันเลย ควรจะคุยร่วมงานกันก่อนสักระยะหนึ่ง ก่อนที่จะตกลงปลงใจทำอะไรด้วยกันจริงจังจะดีกว่า

 

4. พาร์ตเนอร์, ทีมงาน หรือ ที่ปรึกษา

อย่าเป็นพาร์ตเนอร์กับใครเพียงเพราะว่าคุณไม่มีปัญญาจ้างเขา ไม่อย่างนั้นก็ควรจะจ่ายให้เขาเป็นที่ปรึกษาคุณ  ดีกว่าที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เพราะถ้ามารู้ทีหลังว่าทำงานไม่เข้ากันจะมีปัญหาแน่ๆ

 

5. มีความแข็งแกร่งที่หลากหลาย

พาร์ทเนอร์ของคุณควรมีความเก่งหลากหลายอยู่พอตัว เพราะถ้าคุณมีคนสองคนที่ขายเก่ง แต่ไม่มีใครสามารถบริหารระบบได้เลย นี่จะทำให้คุณปวดหัวมากกว่าที่คิด

จะดีกว่าหากคุณชวนใครที่สามารถเติมเต็มความสามารถซึ่งกันและกัน เพราะการที่จะให้ธุรกิจเติบโตมีกำไร มันจำเป็นที่จะต้องมีสมดุลในทีมด้วย

 

6. แบ่งความรับผิดชอบกันอย่างเท่าเทียม

ทุกฝ่ายจำเป็นต้องแบ่งภาระหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในบริษัทและต้องทำตามนั้น หากใครพยายามที่จะฮุบมันไว้คนเดียวโดยการทำทุกอย่างมากเกินไป หรือทำอะไรน้อยเกินไป จะทำให้เกิดความไม่พอใจและความเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันนั้นจะสั่นคลอนแน่นอน

 

7. เรื่องเงิน

การทำธุรกิจก็เหมือนกับการแต่งงาน ที่เรื่องเงินมักจะกลายเป็นปัญหาใหญ่

ดังนั้นคุณต้องตกลงกันก่อนที่จะทำงานว่าใครจะลงเท่าไหร่และแบ่งกำไรกันอย่างไรบ้าง

 

8. การประเมินผล และ สัญญาต่างๆ

คุณต้องมีการคุยกันเรื่องสัญญาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเกิดปัญหาอะไรจริงขึ้นมา

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญมาก?

เพราะว่าธุรกิจที่ยอดเยี่ยมส่วนใหญ่มักจะพังได้ด้วยการเจอพาร์ทเนอร์ที่แย่ จนทำให้ไม่สามารถโตได้เท่าที่คาดไว้

การทำธุรกิจหรือการเริ่มเป็นพาร์ตเนอร์กับใครนั้นเป็นเรื่องของประสบการณ์ทางความรู้สึก ระหว่างที่คุณกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำตามแผน อย่าลืมเก็บอารมณ์ของคุณเอาไว้ด้วยเพื่อให้สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ

 

 

ผู้เขียน : PAMELA WASLEY
เรียบเรียงโดย : พลอย เซ่
ที่มา : https://www.entrepreneur.com/article/273813

Share this item